THOUSANDS OF FREE BLOGGER TEMPLATES

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

มาดูประโยชน์ ของการปั่นจักรยานกัน

แม้ว่าจะงานหนักอย่างไร แต่หนุ่มสาวสมัยนี้ก็มักปลีกเวลาหลังเลิกงานไปออกกำลังกายตามฟิตเนสเซ็นเตอร์ ที่ผุดขค้นมากทั่วทุกย่าน เช่นการปั่นจักรยานอยู่กับที่ น่าสนุกและดีต่อสุขภาพอย่างไรกัน

การขี่จักรยานอยู่กับที่ สามารถออกกำลังกายได้ทุกสภาพอากาศ ปรับระดับฝืดหรือความต้านทานได้ตามสภาพร่างกาย การออกกำลังแต่ละครั้งควรใช้ประมาณ 40 นาที ซึ่งสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 500 กิโลแคลอรี และที่สำคัญเป็นการออกกำลังที่ไม่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ข้อแนะนำในการขี่จักรยาน ความสูงของเบาะนั่งที่เหมาะสมคือเมื่อนั่งบนเบาะเข่างอเล็กน้อยทำมุมประมาณ 5 องศา หากตั้งเบาะต่ำไปอาจจะทำให้ปวดเข่าได้ต้องตรวจข้อล็อกต่าง ๆ ว่าอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและแน่นหนา ปรับความสูงของมือจักให้พอดี ตำำแหน่งที่เหมาะสมคือให้ข้อศอกงอได้เล็กน้อย ระยะห่างพอดี และจับสบายไม่ปวดหลัง

ไม่ควรใช้รองเท้าสำหรับวิ่งหรือรองเท้าสำหรับการเต้นแอโรบิก เพราะพื้นรองเท้านุ่มเกินไป พื้นรองเท้าสำหรับขี่จักรยานควรแข็งพอสมควร

ดื่มน้ำ 1แก้วก่อนการออกกำลังกาย ระหว่างออกกำลังกายให้ดื่มน้ำอีกประมาณครึ่งลิตร และอีก 1 แก้วหลังออกกำลังกายอบอุ่นร่างโดยการขี่จักรยานแบบไม่มีความฝืด 5-10 นาที หลังจากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มความผิดและความเร็วสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง ควรติดตามการเต้นของหัวใจด้วย หากมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามือเจ็บหน้าออก ให้หยุดการออกกำลังกายทันที

ข้อดีของการขี่จักรยาน
1.ทำให้กล้ามเนื้อและหัวใจแข็งแรง
2.สามารถออกกำลังกายได้ทั้งปี และในทุกสภาพอากาศ
3.สามารถออกกำลังกายกได้โดยลำพัง
4.ไม่ต้องใช้ทักษะใดๆ

ข้อเสียของการออกกำลังกายโดยการขี่จักรยาน
1.ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง เพราะต้องสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสหรือสปอร์ตคลับ
2.หากจะซื้อจักรยานไว้ออกกำลังกายที่บ้าน ต้องเรียนรู้วิธีการขี่อย่างถูกต้อง และทดลองขี่อย่างต่อเนื่องระยะหนึ่งจนแน่ใจว่าจะออกกำลังกายประเภทนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
3.บางคนอาจจะเจ็บก้นกบ เนื่องจากเบาะรองนั่งไม่สมดุลกับโครงสร้างของร่างกาย

หลังการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายใด ๆ ก็ตาม หากต้องการให้ได้ประดยชน์สูงสุด ต้องปฏิบัติให้ครบทั้ง 3 มิติ คือ หนัก นาน และสม่ำเสมอ ดังนี้

1.หนัก ระดับความหนักในการออกกำลังกาย ต้องให้หัวใจเต้นถึงระดับ 70-85% ของความถี่ระดับสูงที่หัวใจสามารถเต้นได้ตามอายุ โดยการนับชีพจรหลังการออกกำลังกาย
อายุ 25-30 ปี ชีพจร 140 ครั้ง/นาที
อายุ 31-35 ปี ชีพจร 135 ครั้ง/นาที
อายุ 36-40 ปี ชีพจร 130 ครั้ง/นาที
อายุ 41-45 ปี ชีพจร 125 ครั้ง/นาที
อายุ 46-50 ปี ชีพจร 120 ครั้ง/นาที
อายุ 51-55 ปี ชีพจร 115 ครั้ง/นาที
อายุ 56-60 ปี ชีพจร 110 ครั้ง/นาที

2.นาน การออกกำลังกายควรใช้เวลาขั้นต่ำที่เหมาะสมกับกีฬาแต่ละประเภท ในการออกกำลังกายแต่ละครั้ง ดังนี้
วิ่งเยาะ/ว่ายน้ำ 20 นาที
เดินเร็ว/ขี่จักรยาน (20-25 กม./ชม.) 30 นาที
เต้นแอโรบิก 15 นาที
กระโดดเชื่อก 10 นาที

3.สม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายให้ได้วันเว้นวันหรือสัปดาห์ละ 3 วัน แต่อย่างน้อยควรให้ร่างกายกได้พักฟื้นตัว 1 วันต่อสัปดาห์ ที่สำคัญต้องอบอุ่นร่างกาย (warm up) ก่อนและผ่อนกาย (cool dowm) หลังการออกกำลังกายทุกครั้งเพื่อสุขภาพกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่าง ๆ ของคุณ

0 ความคิดเห็น: